วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

คำสั่งบล็อค

อธิบายคำสั่งต่อไปนี้
<?php
$sql ="select * from student order by id asc ";
$query=mysql_query($sql) or die(mysql_error());
$num=mysql_num_rows($query);
echo $num;
?>
จงอธิบายคำสั่งแต่ละบรรทัดต่อไปนี้ ในบทความผ่านบล๊อกของนักเรียน


ตอบ
<?phpโค้ดเปิดการสร้างข้อมูลของโปรแกรม php


$sql ="select * from student order by id asc ";Select   หมายถึง เลือกทุกฟิลว์จากเทเบิล student แล้วให้เรียงข้อมูลจากฟิลว์ชื่อ id ดยให้เรียงข้อมูลแบบ asc คือ การเรียงจากน้อยไปมากหากต้องการเรียงจากมากไปน้อยจะต้องใช้แบบ dasc


$query=mysql_query($sql) or die(mysql_error());คือการประมวลผลคำสั่ง sql โดยใช้ฟังก์ชัน$queryQuery  หมายถึง การประมวลผล


$num=mysql_num_rows($query);mysql_num_rows คือ การเช็คข้างบนเร็คคอทว่าจากคำสั่ง sql ด้านบนมีกี่เร็ทคอท


echo $num;การแสดงตัวแปรนำว่าค่าเท่าไหร่


?>เครื่องหมายโค้ดที่แสดงถึงการจบโค้ดของ php

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

EXERCISE ♥ ลดความอ้วนแบบธรรมชาติ

คุณกำลังมองหาวิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติอยู่หรือเปล่า อ่านบทความนี้รับรองว่าคุณจะพบวิธีการลดความอ้วนที่เป็นไปอย่างธรรมชาติ ซึ่งหลักสำคัญของการลดน้ำหนักคือ ต้องออกกำลังกายและควบคุมอาหาร วันนี้เราขอแนะนำวิธีการลดความอ้วนอย่างได้ผลแบบธรรมชาติบำบัด ซึ่งมีดังนี้

วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ

1.ไม่กินข้าวมื้อเย็น หรือทานอาหารพวกผักและผลไม้แทน สำหรับมื้อเย็นแล้วให้หลีกเลี่ยงการทานข้าวที่มากเกินไป และหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง (โดยเฉพาะข้าวไม่ควรทานมากเกินไป) ไขมัน อาหารทอดทั้งหลายนี้ต้องเลี่ยงเลย ควรทานเป็นผลไม้ สลัดผัก อาหารจำพวกเส้นใย น้ำผลไม้ เป็นต้น

2. ในหนึ่งสัปดาห์ควรเลือก 1 วัน สำหรับงดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วกินแต่ผลไม้และธัญพืชอย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก กล้วย แอบเปิล ถั่วต่างๆ เป็นต้น ไม่ควรทานผลไม้ที่ให้แคลลอรี่สูงหรือพลังงานสูง เช่น ทุเรียน

3.อาหารทุกมื้อพยายามเคี้ยวอาหารช้า ๆ
การที่เราทานอาหารด้วยความรวดเร็วจะทำให้เรากินได้มากเกินพิกัดโดยที่ไม่รู้ตัว ที่สำคัญสาวๆ จำไว้ให้ดีว่าไม่ควรทานอาหารหลัง 6 โมงเย็น หรือช่วงกลางคืนดึกดื่นเป็นอันขาด เพราะช่วงนี้แหละที่ทำให้เราต้องเจอกับปัญหาอ้วน ๆๆๆ ควรทานอาหารให้พอเหมาะ โดยเฉพาะข้าวอย่าทานมาก ควรทานผักให้มากๆ แทน หากรู้สึกไม่อิ่มให้ทาน น้ำผลไม้หรือ ควรหันมาทานผลไม้ ธัญพืช เพิ่มเติมเข้าไป แต่อย่าลืมนะค่ะว่าเราต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่เราไม่จำเป็นต้องทานในปริมาณมากๆ เดี๋ยวจะอ้วนเอา

4. หมั่นดื่มน้ำผลไม้ก่อนทานอาหาร
ก่อนทานอาหาร ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือ ผลไม้สดก็ได้ เช่น น้ำส้ม เพราะวิตามินที่มีอยู่ในน้ำส้มจะช่วยดูดซึมสารอาหารที่สำคัญ น้ำองุ่น ในองุ่นนั้นมีแร่ธาตุเสริมให้เนื้อเยื่อแข็งแกร่งและสดใสเพราะอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งการดื่มน้ำผลไม้หรือผลไม้ก่อนทานอาหารจะช่วยให้เราอิ่มอาหารเร็วขึ้น ทำให้ไม่ต้องทานอาหารเยอะเกินความจำเป็น ช่วยให้ไม่อ้วน

5. การเคลื่อนไหวร่างกายหรือการออกำลังกาย
พยายามหาเวลาหรือกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวจนได้เหงื่อ เช่นการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การทำงานบ้าน เป็นต้น ช่วงแรกเริ่มต้นวันละประมาณครึ่งชั่วโมงก็ยังดี แล้วพอร่างกายเริ่มปรับเข้าที่ก็เพิ่มการออกกำลังกายเป็นวันละ 1 ชั่วโมง จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดี แถมได้สุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย ซึ่งการออกกำลังกายถือเป็นอีกสูตรสำเร็จที่ทำให้ผู้ที่ต้องการลดความอ้วนสามารถทำฝันเป็นจริงได้

Bεαuty $tory ★ 5 เมนูชะลอแก่






อาหารที่คุณกิน จะสะท้อนสุขภาพทั้งภายในและภายนอกของคุณ

     1. เมล็ดทานตะวัน เพราะว่ามีปริมาณวิตามินอีสูงที่สุดเมื่อเทียบกับอาหารอื่นๆ ซึ่งวิตามินอีเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยให้คนเราดูอ่อนเยาว์ มีคุณสมบัตต่อต้านอนุมูลอิสระ

     2. ผักโขมและถั่ว เพราะมีสารในการช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวเมื่อเราแก่

     3. น้ำองุ่น นอกจากจะช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองแล้ว ยังช่วยรักษาผิวพรรณให้ยืดหยุ่น เพราะมันเต็มไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ

     4. มันฝรั่งหวาน การที่เราอยู่กลางแสงแดดมากเกินไปเป็นเหตุให้เราแก่ก่อนวัยอันควร แต่สารเบต้าแคโรทีนในมันฝรั่งหวานรวมทั้งแครอท อาจช่วยป้องกันผิวไม่ให้ถูกทำลายจากแสงอัลตร้าไวโอเลต

     5. ชีส เพราะอุดมด้วยแคลเซียม ดังนั้นจะช่วยให้ฟันฟางของคนแก่แข็งแรง และยังช่วยลดปริมาณแบคทีเรียในปาก ทำให้ปากสะอาดอีกด้วย

Bεαuty $tory ★ เรื่องของกล้วย

   

กล้วยอุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุคโทส และ กลูโคส รวมกับเส้นใยและกากอาหาร กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด จากงานวิจัยพบว่ากินกล้วยแค่ 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอ กับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที
         ประโยชน์ของกล้วยไม่ใช่เพียงแค่เพิ่มพลังงานเท่านั้น ยังช่วยเอาชนะ และป้องกันโรคต่างๆ ที่จะเกิดกับร่างกายได้อีกหลายโรคเลยค่ะ ส่วนจะช่วยป้องกันโรคใดได้บ้างนั้นราไปหาข้อมูลมาให้แล้ว ดังนี้
          1. โรคโลหิตจาง ในกล้วยมีธาตุเหล็กสูงจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด และจะช่วยในกรณีที่มีสภาวะขาดกำลัง หรือภาวะโลหิตจาง
          2. โรคความดันโลหิตสูง มีธาตุโปรแตสเซียมสูงสุด แต่มีปริมาณเกลือต่ำ ทำให้เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่จะช่วยความดันโลหิตมาก อย.ของอเมริกา ยินยอมให้อุตสาหกรรมการปลูกกล้วยสามารถ โฆษณาได้ว่า กล้วยเป็นผลไม้พิเศษช่วยลดอันตรายอันเกิดจากเรื่องความดันโลหิตหรือโรคเส้นเลือดฝอยแตก
          3. กำลังสมอง มีงานวิจัยในกลุ่มนักเรียน 200 คน โรงเรียน Twickenham พบว่ากินกล้วยมื้ออาหารเช้า ตอนพัก และมื้ออาหารกลางวันทุกวัน เพื่อช่วยส่งเสริมกำลังของสมองในพวกเขา  ได้รับผลดีจากการสอบตลอดปี ด้วยการจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าปริมาณโปรแตสเซียมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในกล้วยสามารถให้นักเรียนมีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น
          4. โรคท้องผูก ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยแก้ปัญหาโรคท้องผูกโดยไม่ต้องกินยาถ่ายเลย
          5. โรคความซึมเศร้า จากการสำรวจ ในจำนวนผู้ที่มีความทุกข์เกิดจากความซึมเศร้าหลายคนจะมี ความรู้สึกที่ดีขึ้นมากหลังการกินกล้วย เพราะมีโปรตีนชนิดที่เรียกว่า Try Potophan เมื่อสารนี้เข้าไปในร่างกายจะ ถูกเปลี่ยนเป็น Rerotonin เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นตัวผ่อนคลายปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ คือทำให้เรารู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นนั่นเอง
          6. อาการเมาค้าง วิธีที่เร็วที่สุดที่จะแก้อาการเมาค้าง คือ การดื่มกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง กล้วยจะทำให้ กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไปในขณะที่นมก็ช่วย ปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา
          7. อาการเสียดท้อง กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติที่มีผลต่อร่างกายของเรา ถ้าปัญหาเกี่ยวกับอาการเสียด ท้อง ลองกินกล้วยสักผล คุณจะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเสียดท้องได้
          8. ความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า การกินกล้วยเป็นอาหารว่างระหว่างมื้ออาหาร จะรักษาระดับน้ำตาลในเส้นเลือดให้คงที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า
          9. ยุงกัด ก่อนใช้ครีมทาแก้ยุงกัด ลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด มีหลายคนพบอย่างมหัศจรรย์ว่า เปลือกกล้วยสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้
          10. ระบบประสาท วิธีควบคุมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด ด้วยการกินอาหารว่างที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงอย่างทุก 2 ชั่วโมง เพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ตลอดเวลา การกินกล้วยที่มีวิตามินบี 6 ซึ่งประกอบด้วยสารควบคุมระดับกลูโคสที่สามารถมีผลต่ออารมณ์ ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบลงได้
          11. โรคลำไส้เป็นแผล กล้วยเป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุม เพื่อต้านทานการเกิดโรคลำไส้เป็นแผล เพราะเนื้อของกล้วยมีความอ่อนนิ่มพอดี เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ทานได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคลำไส้เรื้อรัง และกล้วยยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคือง และยังไปเคลือบผนังลำไส้และกระเพาะอาหารด้วย
          12. การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ในวัฒนธรรมของหลายแห่งเห็นว่ากล้วย คือผลไม้ที่สามารถทำให้ อุณหภูมิเย็นลงได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอุณหภูมิของอารมณ์ของคนที่เป็นแม่ที่ชอบคาดหวัง ตัวอย่างในประเทศไทย จะให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานกล้วยทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่า ทารกที่เกิดมา จะมีอุณหภูมิเย็น
          13. ความสับสนของอารมณ์เป็นครั้งคราว กล้วยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์และความสับสนได้ เพราะในกล้วยมีสารตามธรรมชาติ Try Potophan ทำให้อารมณ์ดี
          14. การสูบบุหรี่ กล้วยสามารถช่วยคนที่กำลังพยายามเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากในกล้วยมีปริมาณของวิตามินซี เอ บี6 และบี 12 ที่สูงมาก และยังมีโปรแตสเซียมกับแมกนีเซียม ที่ช่วยทำให้ร่างกายฟื้นคืนตัวได้เร็วอันเป็นผล จากการลดเลิกนิโคตินนั่นเอง
          15. ความเครียด โปรแตสเซียมเป็นสารอาหารสำคัญ ที่ช่วยให้การเต้นของหัวใจเป็นปกติ การส่งออกซิเจน ไปยังสมอง และปรับระดับน้ำในร่างกาย เวลาเกิดอารมณ์เครียด อัตรา metabolic ในร่างกายของเราจะขึ้นสูง และทำให้ระดับโปรแตสเซียมในร่างกายของเราลดลง แต่โปรแตสเซียมที่มีอยู่สูงมากในกล้วยจะช่วยให้เกิด ความสมดุล
          16. เส้นเลือดฝอยแตก จากการวิจัยที่ลงในวารสาร "The New England Journal of Medicine" การกินกล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%
          17. โรคหูด การรักษาหูดด้วยวิธีทางเลือกแบบธรรมชาติ โดยการใช้เปลือกของกล้วยวางปิดลงไปบนหูด แล้วใช้แผ่นปิดแผลหรือเทปติดไว้ให้ด้านสีเหลืองของเปลือกกล้วยออกด้านนอก ก็จะสามารถรักษาโรคหูดให้หายได้

EXERCISE ♥ กระชับขากันดีกว่า

อยากจะมีหุ่นที่เพรียวต้องออกกำลังกายนะจ๊ะ

 เพิ่มเติมด้วยการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง(Abs)และขา


ปิดท้ายด้วยการบริการร่างกายที่เต็มรูปแบบ

EXERCISE ♥ 5 วิธีเด็ดสลายเซลลูไลท์-น่องโต-ต้นขาใหญ่

5 วิธีเด็ดสลายเซลลูไลท์-น่องโต-ต้นขาใหญ่

มั่นใจเกินล้านเปอร์เซ็นต์ว่า การที่ผู้หญิงขาใหญ่ดั่งโต๊ะสนุ้ก น่องเหลว เซลลูไลท์ตรึม ทำให้ผู้หญิงขาดความมั่นใจ บั่นทอนความเชื่อมั่น จะออกไปข้างนอกที คว้าแต่กางเกงขายาว กระโปรงยาวแทบคลุมตาตุ่มมาใส่



ในใจก็ย้าก อยาก จะนุ่งสั้นจุ๊ดจู๋ ใส่เลกกิ้ง สกินนี่ฟิตเปรี๊ยะ แอบเซ็กซี่เล็กๆ เอ็กซ์หน่อยๆ บริหารเสน่ห์สไตล์ผู้หญิง แต่เพราะไอ้เจ้าขาหมูยวบๆ ของเรานี่แหล่ะ แถมด่างๆ ดำ ๆ เพราะรอยยุงกัด น่องแตกลายงา พาลให้อยากเก็บขาไว้มิให้ใครเห็น

งั้นเราลองมาดู วิธีลดขจัดปัญหาขาใหญ่ นี้ให้หมดไปกันดีกว่าจ้า เอ้า ไปดูกันเล้ยย

วิธีแรก->หมั่นสครับผิวขา

การขัดผิวเป็นอีกหนึ่งที่ทำให้เรามีท่อนขาที่ปราศจากควาหมองคล้ำ สลายรอยดำจากยุงกัด แมวข่วน เป็นวิธีหนึ่งที่ผู้หญิงนิยมกันเป็นอย่างมาก

การขัดผิว หรือ Exfoliating คือ การขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิวของเรา ซึ่งเป็นผิวชั้นนอกและเผยเซลล์ผิวรุ่นใหม่ที่แข็งแรงกว่ามาแทนที่ ทำให้ผิวของเราดูสดใสและมีชีวิตชีวา ดังนั้นการขัดผิว ก็เหมือนการเผยผิวที่กระจ่างใสของเราที่โดนเซลล์ผิวเก่าของเราปิดบังซ่อนเอาไว้อยู่นั้นเอง

การขัดผิวนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะฟองน้ำ ครีม ใยบวม หินขัด หรือแม้กระทั่งผ้าเช็ดตัวก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่การขัดผิวที่ดีนั่นควรทำอย่างนิ่มนวล และไม่ทำบ่อยจนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวอ่อนไหวและไม่สามารถทนแดด และจะทำให้แห้งกร้านได้ง่าย ปกติผิวของคนเราจะมีการผลิตเซลล์ผิวทุก 2-4 สัปดาห์ หากอายุเรามากกว่า 20 ปี ขึ้นไปแล้วการผลัดเซลล์ผิวก็จะช้าลงไปเรื่อยๆ แต่การขัดผิวจะช่วยในการผลัดเซลล์ผิวทำได้ดีขึ้น ทำให้ผิวขาวกระจ่างใส

การขัดผิวนั้นไม่ควรทำมากจนเกินไป เพราะนอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังอาจจะทำลายผิวของตัวเราเองอีกด้วย การขัดผิวหน้าควรทำอยู่ที่สัปดาห์ละไม่กิน 2 ครั้ง และไม่ควรทำติดกันอาจจะเว้น 3-4 วัน หรือทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะเหมาะสมที่สุด ควรทำการขัดเป็นวงกลมเบาๆ หลังขัดควรหามอยส์เจอไรเซอร์มาเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวด้วยจ้า แค่นี้ก็มีผิวขาที่ขาวใสนวลเนียนแล้วนิ!

วิธีสอง-เซลลูไลท์จ๋าลาก่อน

เซลลูไลท์ (Cellulite) หมายถึง เซลล์ก้อนไขมันที่มีขนาดใหญ่ อยู่ใต้ผิวหนังที่อัดกันอยู่อย่างหนาแน่นซึ่งจะนูนขึ้นมาที่บริเวณผิวหนังจะเป็นตะปุ่มตะป่ำ บริเวณนี้เรียกว่า เซลลูไลท์ หรือเรียกว่าผิวเปลือกส้ม ไขมันนี้จะพบได้ทั้งในคนผอมและคนอ้วน โดยพบในเพศหญิงมากกกว่าเพศชายซึ่งร่างกายจะสามารถสะสมได้ที่บริเวณท้องแขน หน้าท้อง ต้นขา และสะโพก

งั้น เราเรารีบมาโบกมือบ้ายบายมันกันเถอะ

เพราะการนวดก็เป็นอีกวิธีลดต้นขา ไล่เจ้าเซลลูไลท์ ไป ไป๊ ชิ้ว ชิ้ว การนวดที่ทำให้ต้นขานั้นเล็กลง โดยให้นวดเป็นวงเบาๆ ไปให้ทั่วบริเวณขาของคุณเป็นเวลา 10-20 นาทีทุกวัน เพียงเท่านี้ก็จะสามารถทำให้ต้นขาของคุณเล็กลงได้

แม้เราจะเห็นความแตกต่างของต้นขาที่ลดลงได้ไม่เท่าการออกกำลังกายเฉพาะส่วน แต่การนวดลดต้นขาก็เป็นวิธีการช่วยเสริมวิธีการออกกำลังกายในเบื้องต้นนั่นเอง และข้อดีนอกเหนือจากการได้ลดลงของต้นขาแล้ว การนวดต้นขายังสามารถทำให้เซลลูไลท์บริเวณต้นขานั้นน้อยลงด้วย เนื่องจากการนวดนั้นเป็นการขับไล่สารพิษออกจากร่างกาย จึงส่งผลให้เซลลูไลท์นั้นมีขนาดเล็กลงไปได้นะฮะ

อ๊ะ! ยังไม่หมด หรืออีกสารพัดวิธีในการลดเซลลูไลท์ คือ ลดการบริโภคไขมันและน้ำตาล ดื่มน้ำให้เพียงพอกับร่างกายต้องการประมาณวันละ 8 แก้ว หรือการใช้วิธีดีท็อกซ์ ทั้งอบไอน้ำ ซาวน่า

หรือวิธีสุดท้าย หันมากินอาหาร Raw Food หรือใช้วิธี Detox Liquid Diet คือ ดื่มแต่น้ำผักน้ำผลไม้ ซุปใส ชาสมุนไพร โดยไม่กินอะไรเลย เพื่อให้ร่างกายขับถ่ายของเสีย ทำให้ไขมันลดลงแล้วเซลลูไลต์จะน้อยลงไปด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากกลับมากินตามปกติเซลลูไลต์ก็จะกลับมาเหมือนเดิมด้วยเช่นกัน

วิธีสาม->กระโดดเชือก

หูยย ว่ากันว่า… การกระโดดเชือกติดต่อกัน 15 นาที เทียบเท่าได้กับการวิ่งจ๊อกกิ้งนานถึง 30 นาทีเลยทีเดียวนะ นอกจากนี้เหล่าเทรนเนอร์ของดาราฮอลลีวูดทั้งหลาย ก็แนะนำให้ดาราสาวที่อวบอั๋นเกินไป รีบฟิตหุ่นให้ทันเปิดกล้องหนังเรื่องต่อไป ด้วยการกระโดดเชือกทุกเช้าและเย็น เพื่อเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมันและกระชับสัดส่วนแขนขาให้แน่นสวยไม่หย่อนยานอีกด้วย

วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง จะช่วยลดแรงกระแทกลงได้มาก ไม่เกิดอันตรายต่อเข่า หรือทำให้เข่าเสื่อม เข่าพัง อย่างที่หลายคนเคยได้ยินกันมา วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกที่ถูกวิธี จะกระโดดเพียงแค่ต่ำๆ สูงจากพื้นไม่เกิน 1-2 นิ้ว โดยที่จะใช้ข้อเท้า กล้ามเนื้อน่อง รวมถึงการงอเข่าเล็กน้อย ช่วยในการดูดซับแรงกระแทกลงได้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งแรงกระแทกที่เกิดขึ้นยังน้อยกว่าการวิ่งอีกด้วย การกระโดดแบบผิดๆ ด้วยการกระโดดสูงเกินไปต่างหาก ที่มีโอกาสทำให้เข่าพังได้ จากแรงกระแทกที่สูงเกินไป

วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกให้ถูกวิธี เริ่มต้นด้วยการเลือกเชือกที่นำมาใช้กระโดด ควรซื้อเชือกแบบ Speed Rope คือ เชือกกระโดดที่ทำจากพลาสติก PVC เส้นเล็กๆ ควรหลีกเลี่ยงเชือกที่เป็นผ้าและเชือกที่มีการถ่วงน้ำหนัก ทั้งแบบที่เป็นท่อยางใหญ่ๆ หนักๆ และแบบที่ถ่วงน้ำหนักที่ด้ามจับ ต่อมาให้ปรับความยาวเชือกให้พอดีกับส่วนสูงของเรา โดยการยืนเหยียบกึ่งกลางเชือก ดึงเชือกขึ้นมาจนตึง ความยาวของเชือกที่เหมาะสม ปลายด้ามจับจะต้องเสมอกับรักแร้พอดี

ดังนั้นจึงต้องเลือกเชือกที่ยาวๆ ไว้ก่อน เพราะสามารถปรับให้สั้นลงได้ โดยเฉพาะแบบที่ด้ามจับเป็นพลาสติก มักจะปรับความยาวเชือกจากด้ามได้ แต่ถ้าด้ามเป็นไม้ถึงจะปรับไม่ได้ ก็ยังสามารถผูกปมด้านที่ใกล้กับด้ามจับให้เชือกสั้นลงได้ แต่ถ้าเชือกที่ซื้อมาสั้นเกินไป จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย นอกจากซื้อเส้นใหม่ที่ยาวกว่าเดิม

วิธีสี่->ออกกำลังกายย่อเข่า

การออกกำลังกายโดยการย่อเข่าไปข้างหน้า วิธีนี้สามารถช่วยในการกำจัดไขมันและช่วยกระชับกล้ามเนื้อต้นขาและลดต้นขาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากคล้ายๆ กับการออกกำลังกายลุกนั่ง

วิธีการคือ ยืนแยกขาออก ให้ระหว่างขากว้างระยะประมาณหัวไหล่ทั้งสองข้างของเรา แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยเท้าหนึ่งข้างแล้วโยกตัวย่อเข่าลงไปข้างหน้าประมาณ 90 องศา ย่อตัวลงให้หัวเข่าขาหลังอยู่ห่างจากพื้นประมาณ 1 นิ้ว

พยายามให้หลังและคอเหยียดตรงตลอดเวลา ทิ้งน้ำหนักไปข้างหน้าไปที่ส้นเท้าและหัวเข่า อาจใช้วิธียกลูกเหล็กขนาด 5-10 ปอนด์ตรงด้านข้างลำตัว ระหว่างออกกำลังกายในท่านี้ไปด้วยก็ได้ บริหารต้นขาทั้งสองข้างด้วยท่านี้ประมาณข้างละ 30 ครั้ง พักแล้วเริ่มทำใหม่

อ้อ!สำหรับสาวๆ ที่ชอบเดิน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีลดต้นขาที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เนื่องจากการทำงานของกล้ามเนื้อจากการเดินนั้นทำให้กล้ามเนื้อแข็งแกร่งขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นจึงทำให้ไขมันบริเวณนั้นถูกเผาผลาญได้อย่างดี จึงทำให้ต้นขาของเราเล็กลง และดูสวยงามยิ่งขึ้น

วิธีสุดท้าย-ขึ้น-ลงบันได

ลองสวมรองเท้าส้นสูงแล้วเดินขึ้นลงบันไดดูซิ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการลดน่องโต ทำขาเรียวสวยเซ็กซี่ได้นะ!

แม่เจ้า! การขึ้นบันไดสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 8-11 กิโลแคลอรี่ต่อนาทีซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายทั่วไป ส่วนการลงบันไดจะใช้พลังงานประมาณ 1 ใน 3 ของการขึ้นบันได การเดินขึ้นบันได เป็นการออกกำลังกายขณะทำงานรูปแบบหนึ่ง เป็นที่นิยมมากในต่างประเทศถึงขนาดมีการแข่งขันการเดินขึ้นบันไดเป็นประจำทุกปี เป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้เป็นประจำทุกวัน ทำได้ง่าย สะดวกทุกที่ ทุกเวลา

ทว่าการเดินขึ้นบันไดเป็นการออกกำลังแบบ aerobic หัวใจจะแข็งแรง ทำให้กล้ามเนื้อต้นขา น่อง และก้นแข็งแรง กระชับ แถมอาการปวดข้อน้อยกว่าการวิ่ง

ว้าว! ยังมีรายงานอีกด้วยว่า การขึ้นบันไดเฉลี่ยวันละ 2 ชั้นสามารถลดน้ำหนักได้ 2.7 กิโลกรัมในเวลา 1 ปี และมีหลักฐานยืนยันว่าการเดินขึ้นลงบันไดสามารถเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกได้ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน อีกทั้งสามารถลดปริมาณไขมันในร่างกาย และเพิ่มปริมาณ High-density lipoprotein (HDL) ซึ่งเป็นไขมันชนิดดีได้

สำหรับคุณผู้หญิงที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ควรเริ่มขึ้นบันไดเพียง 1 ชั้นก่อน สลับกับเดินพื้นราบ ขณะเดินควรเริ่มด้วยการเกาะราวบันได เมื่อท่านเดินได้คล่องจึงปล่อยมือจากราวได้ ถ้าไม่มีอาการผิดปกติ จึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนชั้นอย่างช้าๆ คือ 1-2 ชั้นต่อสัปดาห์

ลองดู! เพียงขึ้นลงบันไดอย่างน้อยวันละ 2-3 ชั้น เรียวขาและก้นของคุณจะกระชับ เฟิร์ม ดึ๋งดั๋ง อย่างคาดไม่ถึงเลยเชียว อิอิ





Bεαuty $tory ★ ‏ 5 ผลไม้เพื่อสุขภาพสายตา

5 ผลไม้เพื่อสุขภาพสายตา

แนะนำผลไม้อุดมอาหารตา หลากวิตามิน ช่วยเรื่องการมองเห็น บำรุงสายตาเสื่อมช้าลง
มะละกอ อุดมด้วยวิตามินเอ บี1บี2แคลเซียม และเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระ รับประทานบำรุงผิวพรรณดี ลดริ้วรอยก่อนวัย และบำรุงสายตา รับประทานเป็นผลไม้ หรือใช้ประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกง หรือเป็นผักจิ้ม ก็นิยมเช่นกัน

ผลไม้ตระกูลส้ม
อาทิ เลมอน ส้มโอ เกรปฟรุต มีสารไฟโตนิวเทรียนต์มากมาย ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องแก้วตาจากต้อกระจก และช่วยไหลเวียนเลือดในดวงตา

เสาวรส
ผลไม้เปรี้ยวอมหวาน ลักษณะผลแตกต่างกันตามสายพันธุ์ ทั้งรูปกลม รูปไข่ เนื้อภายในคล้ายทับทิม มีวิตามินเอสูงมาก ทำให้การมองเห็นชัดเจน นอกจากนั้น ยังพบว่ามีวิตามินซีมากกว่ามะนาว จึงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ ปัจจุบันถูกแปรรูปเป็นอาหาร และเครื่องดื่มหลากหลาย หาซื้อรับประทานง่าย

แอปปริคอท
รสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอม มีวิตามินเอ วิตามินซี และโพแทสเซียมปริมาณมาก ไขมันต่ำ ทั้งยังอุดมด้วยเบต้าแคโรทีน ตัวช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา ช่วยบำรุงสายตา และป้องกันการเกิดต้อกระจก นิยมนำมาเชื่อมแล้วอบแห้งเป็นของว่างทานเล่น รวมถึงผสมในแยม ทาร์ต เบเกอรี่ เค้ก ไอศกรีม เป็นต้น 

โกจิเบอร์รี่
 ผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า อุดมด้วยแคโรทีนอยด์ และซีเอแซนทีน ช่วยเรื่องการมองเห็น หรือสายตา โดยเพิ่มประสิทธิภาพการรับภาพ และป้องกันแสง โดยเฉพาะแสงสีน้ำเงิน และสีฟ้า ทำให้ดวงตาเสื่อมช้าลง มักถูกแปรรูปเป็นเครื่องดื่มน้ำผลไม้ ต้มดื่มน้ำ และใช้ในเชิงสมุนไพรสำหรับประกอบอาหารด้วย 


อย่าลืมทานผลไม้ 5ชนิดดังกล่าว เป็นประจำ ควบคู่กับการใช้สายตาอย่างถูกต้อง และเหมาะสม เพื่อบำรุงดวงตาคู่สวยให้สดใส และทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพนานๆนะค้าาา

Bεαuty $tory ★ ‏ 5 อาหารบำรุงตับ

การดื่มเหล้าอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นโรคตับแข็ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนทั่วไปจะไม่เสี่ยงภาวะตับอักเสบ พฤติกรรมการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการมีสารเจือปนในอากาศและอาหารมากมายในทุกวันนี้ ได้ทำให้คนส่วนใหญ่กำลังสะสมสารพิษในตับมากมายโดยไม่รู้ตัว
โรคตับนับเป็นโรคติดอันดับต้น ๆ ที่มีคนป่วยมากขึ้น สาเหตุสำคัญอีกอย่าง ที่บางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือ การทานยาต่าง ๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นตับพิการถึง 40% เพราะตับต้องย่อยสลายสารเคมี และนี่คือ 5 อาหารตัดตอนความป่วย ที่ช่วยเคลียร์การสะสมโรคภัยในตับที่มีผลต่อการเจ็บง่าย หายยากของโรคสุขภาพนานาชนิด ที่คุณควรอ่านและควรทำ

1.ซุปรวมเห็ดล้างไขมันในตับ เห็ดช่วยล้างสารพิษ ลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและกระแสเลือด ต่อต้านการก่อตัวของมะเร็ง ลดอนุมูลอิสระ การเกิดซีสต์ ถุงน้ำ เนื้องอก ช่วยสลายเยื่อพังผืดในช่องท้อง อุ้งเชิงกราน มดลูก ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว
การกินเพื่อล้างพิษตับ ควรกินตั้งแต่สามชนิดร่วมกัน โดยนำมาแช่น้ำให้นิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วต้มกับมะตูมแห้ง ใบเตย หรืออาจนำไปต้มกับสาหร่ายทะเล ทานแทนซุปร่วมกับอาหารในแต่ละมื้อ 


2.ขมิ้นชันขับพิษสะสมในตับ ขมิ้นชันจะช่วยบำรุง ฟื้นฟู และล้างสารพิษออกจากตับได้ วิธีที่ง่ายที่สุด คือการกินในลักษณะแคปซูลบรรจุผงสกัด ในเวลาก่อนนอน ปริมาณ 5,000-8,000 มิลลิกรัมต่อวัน

3.เก๋ากี้ปกป้องตับยกระดับความแข็งแรง เก๋ากี้ มีเบต้าแคโรทีน กรดกำมะถัน เอมีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินอี และวิตามินบี 2 ซึ่งมีส่วนในการเสริมภูมิต้านทานโรค เพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ ช่วยให้ตับทำงานดีขึ้น วิธีการทานก็ง่ายแสนง่าย เพียงชงเก๋ากี๋แบบชาแล้วดื่มแทนน้ำทั้งวัน หรืออาจทำเป็นโจ๊ก หรือน้ำแกงได้ อย่างตุ๋นกระดูกซี่โครงหมู ต้มฟัก 



4.กะหล่ำปลีต่อต้านมะเร็งในตับ  กะหล่ำปลีช่วยเพิ่มสารก ลูตาไทโอน ที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในสำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง นำมาผสมเป็นค็อกเทลสุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกันบีบมะนาวเพิ่มลงไปแล้วดื่มทันที 

5.มะขามป้อมแอนตี้ไวรัสตับ มะขามป้อมอุดมไปด้วยวิตามินซี มากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า และแม้จะถูกทำให้แห้งหรือแช่เย็นเป็นเวลานาน ๆ เท่าใด วิตามินซีก็จะยังคงอยู่ เพราะมะขามป้อมมีสารแทนนิน และโพลีฟีนอลที่ช่วยป้องกันการออกซิไดซ์ของวิตามินซี ซึ่งมะขามป้อมจะช่วยรักษาอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนัก ต่อตับ และยับยั้งการเกิดมะเร็งตับได้ การทานมะขามป้อมนั้นก็ง่ายเช่นกัน โดยนำมาคั้นดื่มเหมือนน้ำผลไม้ทั่วไป 


EXERCISE ♥ 5 ท่า การออกกำลังกายลดน้ำหนัก

5 ท่า การออกกำลังกายลดน้ำหนัก
โดยทั่วไปในแต่ละวันสาวออฟฟิศจะได้รับพลังงานวันละ 1,800-2,200 กิโลแคลอรี จากอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละมื้อ แต่ใช้พลังงานเพียง 700-2,000 กิโลแคลอรีเท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือจะสะสมเป็นไขมันบริเวณหน้าท้องและตามส่วนต่างๆของร่างกาย เป็นน้ำหนักส่วนเกินน่ากลุ้มอกกลุ้มใจเป็นอย่างมาก จึงต้องอาศัยการออกกำลังกายช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน
ถ้าหากเราต้องการลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เราจะต้องเผาผลาญพลังงานมากถึง 7,700 กิโลแคลอรี การออกกำลังกายต่างชนิดกันจะช่วยเผาผลาญพลังงานตั้งแต่ 150-1,200 กิโลแคลอรี่ต่อชั่วโมง หากรู้จักเลือกท่าออกกำลังกาย ก็จะช่วยให้เผาผลาญพลังงานได้มากกว่าในระยะเวลาที่น้อยกว่า

โปรแกรมออกกำลังกาย 5 ท่าที่ใช้เวลาไม่นาน แต่เห็นผลจริง พวกเรามาให้ลองยืดเส้นยืดสายต้านไขมันกันดีกว่า


1. ท่าวงกลม เริ่มต้นจาก การยืนตัวตรง ปลายเท้าแยกห่างจากกันประมาณ 2 ช่วงไหล่ ก้มตัวแล้วเหยียดแขนตรง ปลายนิ้วแตะพื้น วาดแขนออกด้านข้างวนเป็นวงกลม พักสักครู่ก่อนทำซ้ำกันแบบนี้ 10 รอบ
2.ท่าจั้มพ์ เริมต้นจาก การยืนตัวตรง เท้าห่างจากกันประมาณหนึ่งช่วงไหล่ ทิ้งน้ำหนักตัวที่ปลายเท้า แล้วใช้มือทั้งสองข้างชูดัมบ์เบลน้ำหนัก 0.5 กิโลกรัมขึ้นเหนือศีรษะ งอข้อศอกเล็กน้อย กระโดด 5 ครั้ง แล้วเหยียดแขนลงไปด้านหน้า พักสักครู่ แล้วชูแขนขึ้น ทำซ้ำกัน 5 รอบ
 3.โปรแกรมคาร์ดิโอ เริ่มต้นอุ่นเครื่องเพื่อ กระตุ้นการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย โดยเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆประมาณ 5 นาที จากนั้นเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นซัก 5 นาที แล้วพักสัก 2 นาที
 4.ท่าเครื่องบิน เริ่มต้นจากยืนตัวตรง เท้าห่างจากกันประมาณหนึ่งช่วงไหล่ แขนทั้งสองข้างถือดัมบ์เบล เตะขาซ้ายไปด้านหลัง (ไม่ต้องเหยียดตรง) โน้มตัวไปข้างหน้าให้หลังขนานกับพื้น เมื่อเริ่มทรงตัวได้ให้กางแขนออกให้ขนานกับพื้น แล้วเกร็งค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วจึงเอาแขนลง แล้วสลับขา ทำซ้ำกันแบบนี้ 12 รอบ
 5.ท่าปั่นจักยานสลับข้าง นอนหงาย มือทั้งสองประสานกันไว้ที่ท้ายทอย ยกขาทั้งสองข้างขึ้นทำท่าเหมือนปั่นจักรยานในอากาศ ยกไหล่ซ้ายบิดตัวไปทางขวา สลับข้าง 3 ครั้ง ปล่อยศีรษะให้แนบกับพื้น มือยังคงประสานที่ท้ายทอย ประมาณ 5 วินาที แล้วทำซ้ำอีก 5 รอบ
เมื่อคุณทำติดต่อกันครบทั้ง 5 ท่า จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 500 กิโลแคลอรี หากเร่งจังหวะได้เร็วขึ้น จะช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ดียิ่งขึ้นไปอีก



วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

EXERCISE ♥ 10 ท่าลดพุง

สวัสดีค่าาา เชื่อว่าหลายๆคนคงจะมีพุงน้อยๆมาคอยรบกวนใจอยู่ไม่มายก็น้อยละนะ เวลาจะใส่เสื้อผ้าอะไรก็ใส่ไม่ได้ เพราะว่ามัน ' ติดพุง!!!! '  วันนี้ก็จะมาเสนอท่าบริเพื่อลดพุง จะได้เปลี่ยนพุงให้กลายเป็นหน้าท้องที่สวยงามกัน เริ่มกันเลยยย 

ท่าที่ 1 


ท่าที่2

ท่าที่ 3


ท่าที่ 4


ท่าที่ 5 


ท่าที่ 6


ท่าที่ 7


ท่าที่ 8


ท่าที่ 9


ท่าที่ 10


ทำท่าละ 20 ครั้ง นะคะ ถ้าทำทุกวันจะไม่แค่พุงจะหายไปแต่เป็นผลดีต่อร่างกายด้วย ขอให้มีความสุขกับออกกำลังกายนะค้าา

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Bεαuty $tory ★ ‏ผลไม้หลากสี

ว่ากันด้วยสีของผลไม้ จะมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างไร ไปดูกันดีกว่าเนอะ 


สีเหลือง สีส้มสู้ ชะลอความแก่ให้สาวๆ
ในผักผลไม้ สีส้มๆ เหลืองๆ เนี๊ยะ มีประโยชน์ดีแท้เลยละ ส้มเขียวหวาน สับปะรด มะละกอ ลูกพีช ล้วนมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อว่า เบต้าคริปโตแซนทิน ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ต่างๆ ถูกทำลายได้อย่างง่ายดายนอกจากนี้ผักผลไม้ที่มีสีส้มมากๆ จะมีสารเบต้าเคโรทีน กินเยอะๆ ดวงตาก็จะวิ๊งๆ มีน้ำหล่อเลี้ยงนัยน์ตา ดวงตาสาวๆก็จะสวย ผิวพรรณดูสดใสเปล่งปลั่ง นอกจากนี้ผลไม้สีส้มและสีเหลืองยังช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งบางชนิดซึ่งเราจะหาได้จากผลไม้จำพวกแคนตาลูป  มันเทศ มะม่วงสุก แครอท ฟักทอง 


สีขาวเขียว สวยสุขภาพดี บลิ๊งๆ~
ผักผลไม้ประเภทนี้จะมีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ เช่น หน่อไม้ฝรั่ง ขึ้นช่าย กุ่ยช่าย     ต้นกระเทียมและผักสีเขียวทั้งหลายก็มีประโยชน์จากสารไอโซโทโอไซยาเนตที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างเอนไซม์จากตับที่ใช้ต่อต้านมะเร็งผักที่อยู่ในตระกูลนี้ได้แก่ บล็อกโคลี ผักกวางตุ้ง คะน้า กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี


สีม่วงแดง หัวใจสดใสแข็งแรง
ผลไม้ที่มีสีม่วงจะมีส่วนประกอบของสารแอนโทไซยานินและสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีผลทำให้ผิวหนังของเราไม่เหี่ยวแห้งเร็วก่อนวัยอันควรจ้า(ใครไม่อยากแก่ก่อนวัยต้องรีบรับประทานผลไม้ตระกูลนี้ด่วนๆ เลย ) แถมยังช่วยลดอัตราการเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมออีกด้วย มีประโยชน์มากๆ เลยนะเนี่ย :) ซึ่งผลไม้ที่อยู่ในตระกูลนี้ได้แก่แอปเปิ้ลแดง ลูกพลัมกระหล่ำม่วง องุ่นม่วง องุ่นแดง เชอร์รี่ บลูเบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่และสำหรับคนที่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนฉลาดควรต้องรับประทานผัก ผลไม้ในกลุ่มนี้เพราะผลไม้สีม่วง-แดง จะเข้าไปช่วยบำรุงการทำงานของเซลล์สมองใครอยากเป็นอัจฉริยะก็ต้องรับประทานผักผลไม้สีนี้กันเยอะๆ นะคะ ^^


สีเหลืองเขียว ตาดีได้ตาร้ายเสีย
อันนี้จะมีสารลูทีนและแซนทิน ช่วยบำรุงสายตาให้ใสปิ๊งๆ ป้องกันการเกิดต้อกระจกและการทำลายจอตา จะหาได้จากผักกาดหอม ถั่วลันเตา ถั่วแขก กีวีฟรุต ข้าวโพด พริกเขียว พริกเหลือง อโวคาโด ใครอยากสายตาดีๆ ต้องไม่พลาดผักผลไม้ ตระกูลนี้จ้า


สีม่วงยามแก่เฒ่าเราจะแข็งแรง
  พืชสีม่วงมี สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่ให้สีม่วงในดอกอัญชัน กะหล่ำม่วง ชมพู่ มะเหมี่ยว มะเขือม่วง แบล็กเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ สารตัวนี้ช่วยลบล้างสารก่อมะเร็ง แถมสารแอนโทไซยานินยังออกฤทธิ์ในการขยายเส้นเลือด ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และอัมพาตได้อีกด้วย มีประโยชน์มากจริงๆ นะเนี่ย

สีแดงแผลงฤทธิ์
หรือที่เรียกว่า ไลโคพีน (Lycopene) มีอยู่ในมะเขือเทศ แตงโม (เจ้าสารตัวนี้นี่แหละที่ทำให้มะเขือเทศกับแตงโมมีสีแดงสดใสน่ารับประทานแบบนี้) นอกจากนี้สีแดงในบีทรูท ลูกทับทิมและแคนเบอร์รี่นั้นมีสารที่ชื่อว่าสาร เบต้าไซซิน
(Betacycin) โดยทั้งสารไลโคพีน (Lycopene)และสาร เบต้าไซซิน (Betacycin) นั้นมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง ทั้งมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งปอดค่ะ

สีเขียวแบบสาวสุขภาพดี
ได้แก่ คลอโรฟีลล์ (Chlorophyll) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้พืชผักต่าง ๆ มีสีเขียว เช่น ตำลึง คะน้า บร็อกโคลี่ ชะพลู ใบบัวบก เป็นต้น โดยสารคลอโรฟีลล์ที่ว่านี้มีคุณค่าอย่างมากมายมหาศาล เพราะเมื่อคลอโรฟีลล์ถูกย่อยแล้วจะสามารถป้องกันมะเร็งได้ ทั้งยังช่วยขจัด กลิ่นเหม็นต่างๆ ในตัวคนได้ดีด้วยค่ะ


รู้กันไปบ้างแล้วนะคะสำหรับสีของผลไม้ต่างๆ เลือกรับประทานให้ถูกวิธิกันนะคะ

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากเว็บเด็กดีคอทคอม